หลายคนคงคิดว่าไอ้หมอนี่เกริ่นหัวซะเว่อร์เชียว อย่างกับเด็กอมมือที่ไม่เคยสัมผัส SSD หรือฮาร์ดดิสก์แบบ Solid-State Drive มาก่อนเลยในชีวิต ก็ต้องบอกตามตรงครับว่าจับมาน้อยเพียงไม่กี่รุ่น แต่รุ่นที่แรงที่สุดเท่าที่เคยใช้งานมาก็คงจะเป็น OCZ Vertex 4 ซึ่งคิดว่ามันก็คงจะเป็น SSD ในฝันของใครหลายๆคน(แต่ตอนนี้อาจจะมีรุ่น OCZ Vector มาแทนแล้ว)

เกร็ดความรู้สำหรับมือใหม่
ฮาร์ดดิสแบบ SSD หรือ Solid-State Drive นั้นเป็นฮาร์ดดิสก์รูปแบบใหม่ที่ไม่ได้ใช้จานหมุนแม่เหล็กแบบเดิมๆอีกต่อไป ความเร็วของมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนรอบของจานที่หมุน แต่ทว่ามันถูกเปลี่ยนไปใช้ชิพเม็ดเล็กๆที่เรียกว่า non-volatile NAND flash memory ซึ่งมีความเร็วสูงกว่า HDD แบบจานหมุนอย่างมหาศาล(รวมถึงระยะเวลาการเข้าถึงข้อมูลอีกด้วย) และด้วยเหตุนี้จึงถือว่าฮาร์ดดิสก์แบบ SSD เป็นการปฎิวัติคอขวดของระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาอย่างยาวนานให้ทลายลงไปอีกด้วยครับผม
แต่สำหรับ Kingston SSDNow V300 ที่ผมจะรีวิววันนี้ ความแรงของมันยังไม่ได้เสี้ยวเล็บของรุ่นเทพๆที่กล่าวมาข้างต้นเลยแม้แต่น้อย(แต่ก็ไม่ได้ขี้ๆนะครับผม) มาว่ากันที่สเปคข้างกล่องกันก่อน..โดยทาง Kingston ได้ระบุค่า Read และ Write มาอย่างละ 450MB/s(หน่วยเป็นเมกะไบต์ต่อวินาทีนะครับ)

เอาน้ำจิ้มไปดูก่อน ระยะเวลาตั้งแต่ขึ้นโลโก้ Windows 8 จนเข้าสู่หน้าแรก ไวปลวก!!


ซึ่งตัวเลขสเปคสูงๆแบบนี้คงจะพบเห็นได้ทั่วไปตาม SSD ที่ใช้คอนโทรลเลอร์ของ SandForce รุ่น SF-2281 ซึ่งเจ้าชิพที่ว่านี้แหละตัวปัญหาและสร้างประวัติห่วยๆให้กับวงการ SSD เลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่เราบันทึกข้อมูลจนใกล้จะเต็มพื้นที่แล้วความเร็วจะดรอปลงมาแบบน่าเกลียดมากๆทั้งการอ่านและเขียน บางคนก็เจอปัญหาเร็วเป็นพักๆ แต่ทั้งหมดนี้ผมขอบอกเลยว่า "ยังไม่เจอใน SSDNow V300" ส่วนผลการทดสอบที่ใช้อ้างอิงอยู่ในช่วงท้ายครับ

ด้วยความที่ Kingston ได้พัฒนา Firmware เพื่อจัดการกับเจ้าคอนโทรลเลอร์ SandForce SF-2281 ด้วยตัวเอง เฉกเช่นเดียวกับต้นตำหรับ SSD อย่าง Intel ซึ่งรุ่นล่าสุด Intel SSD 520 ก็ยังใช้งานชิพคอนโทรลเลอร์ตัวนี้แต่ก็ไม่พบปัญหาเช่นเดียวกัน เพราะว่าทาง Intel ก็พัฒนา Firmware ของตนเองขึ้นมา...เอาเป็นว่าโม้กันไปเยอะพอสมควรแล้วก็เข้าสู่ Kingston SSDNow V300 แบบเต็มๆซักที


แกะกล่อง



มาว่ากันที่ภายนอกของกล่องกันก่อน ตัวกล่องนั้นดูเรียบง่ายแต่ดูดีครับเป็นกระดาษเกือบแข็ง(เป็นไงหว่า 555+) โดยรุ่นที่เราได้มานั้นเป็นเวอร์ชั่น Desktop SSD Upgrade KIT ซึ่งทาง Kingston ได้ทำออกมา 2 แบบก็คือ Notebook กับ Desktop ซึ่งอุปกรณ์ภายในก็จะแตกต่างกันไป โดยในเวอร์ชั่น Notebook Upgrade นั้นจะมาพร้อมกับกล่องฮาร์ดดิสก์เอาไว้ต่อเป็น External ได้นั่นเอง ส่วนเวอร์ชั่น Desktop Upgrade ก็จะมีคานเหล็กขนาบข้างเอาไว้ติดกับเคสคอมแทนครับผม ทั้งสองรุ่นราคาเท่ากันที่ประมาณ 3,190 บาท(เฉพาะรุ่น 120GB ซึ่งเป็นรุ่นที่ผมคิดว่าคุ้มค่าต่อการลงทุนยิ่งนัก)











อุปกรณ์ภายในกล่องก็จะถูกบรรจุอยู่ในกระดาษที่มีลักษณะเหมือนกับที่วางไข่ครับผม โดยจะประกอบไปด้วย 1.Kingston SSDNow V300 2.คานเหล็กสำหรับติดกับเคสคอม 3.น๊อตติดคานเหล็ก 4.สาย SATA 5.หัวแปลงไฟ Molex to SATA 6.แผ่น DVD สอนติดตั้ง 7.ซอฟแวร์สำหรับ Clone จากฮาร์ดดิสก์ลูกเก่า เรียกได้ว่าอำนวยความสะดวกกันสุดๆไปเลย


ยลโฉมน้องนาง



ขนาดของตัว Kingston SSDNow V300 จะมีความหนาที่บางกว่าฮาร์ดดิสก์จานหมุนที่อยู่ใน Notebook ทั่วไปซะอีกครับ ดังนั้นถ้าหากจะซื้อไปอัพเกรดกับเครื่อง Notebook ก็ควรซื้อเป็นเวอร์ชั่น Notebook Upgrade เพราะว่าภายในกล่องจะมีขอบยางเสริมความหนามาให้ด้วย เวลาใส่เข้าไปแล้วจะได้ไม่โคลงเคลงนั่นเอง ซึ่งที่ต้องทำบางขนาดนี้เพราะว่า Ultrabook บางรุ่นตอนนี้ก็สามารถอัพเกรด SSD ที่มีความหนาขนาดนี้ได้แล้วนั่นเอง





ถ้ามันไม่เสียจริงๆก็อย่าไปแหยมกับน๊อตที่อยู่ภายใต้กระดาษกาวสีทองอันนี้นะครับ ไม่อย่างนั้นจะถือว่าหมดระยะการรับประกัน(ตัวนี้รับประกัน 3 ปีครับผม)




เตรียมตัว และเซ็ทอัพ



การทดสอบในครั้งนี้เราก็จะเลือกสเปคคอมที่เมนบอร์ดมีพอร์ท SATA3 ซึ่งจะมี bandwidth สูงถึง 6Gb/s หรือตกประมาณ 600MB/s (ถ้าตามหลักการแล้วมันควรจะได้ 750MB ในกรณีที่เราใช้อัตราส่วน 8 bit = 1 byte แต่มาตรฐานความเร็วของ SATA ไม่ได้ใช้อัตราส่วนดังกล่าว) เพื่อแสดงประสิทธิภาพที่แท้จริงของมันออกมา ส่วนคอมเก่าที่มีแค่พอร์ท SATA2 ก็สามารถอัพเกรดได้นะครับถึงแม้ว่าจะรองรับสูงสุดแค่ 300MB/s เวลาใช้งานแล้วจะรู้สึกถึงความแตกต่างจากฮาร์ดดิสก์จานหมุนที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวันแน่นอน

เคล็ดลับคอมเก่า
ถ้าเมนบอร์ดของเพื่อนๆไม่มีพอร์ท SATA3 แต่อยากสัมผัสความเร็วเต็มสปีดของฮาร์ดดิสก์ ให้ทำการหาซื้อการ์ด PCI-Express to SATA3 มาครับ เพียงเท่านี้เพื่อนๆก็สามารถใช้ความเร็วได้เต็มสปีดที่ 6Gb/s แล้ว แต่แน่นอนว่าคอมของเพื่อนๆต้องมีพอร์ท PCI-Express ด้วยนะครับผม




คานเหล็กติดประมาณนี้นะครับ ตอนทดสอบผมไม่ได้ใส่จริงเพื่อความรวดเร็วในการทดสอบครับ



เปรียบเทียบขนาดที่นับวันจะเล็กลงไปทุกทีแล้วนะครับ เทคโนโลยีก้าวไปเร็วจริงๆ



ติดตั้งเรียบร้อยแล้วก็พร้อมลุย!!


ทดสอบจริงหลังลงวินโดส์ใหม่





AS SSD Benchmark









HD Tune Pro



ATTO Disk Benchmark



CrystalDiskMark 100MB / 1000MB






ทดสอบจริงหลังพื้นที่ฮาร์ดดิสก์เหลือแค่ 9%



จัดการก๊อปไฟล์ทั้งหนังทั้งเพลงลงไปด้วยฮาร์ดดิสก์จานหมุน External ผ่านพอร์ท USB 3.0 ความเร็วสปีดอยู่ที่ราวๆ 70-77MB/s (ค่อนข้างนิ่งไปจนโอนถ่ายไฟล์ทั้งหมดเสร็จสิ้น)



ขึ้นสีแดงแล้วแสดงว่าใกล้เต็มสุดๆ

AS SSD Benchmark



CrystalDiskMark 100MB / 1000MB






สรุปปิดท้าย

คงจะเห็นกันแล้วว่าคุณภาพโดยรวมของเจ้า Kingston SSDNow V300 120GB ตัวนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง...ถึงแม้ความจุจะเต็มเอียดแต่ประสิทธิภาพก็ยังแทบไม่ลดลงผิดกับนิสัยของชิพ SandForce SF-2281 เป็นอย่างมาก จะมีก็แต่ในส่วนของค่าการเขียนข้อมูล(Write)ลงฮาร์ดดิสก์ที่ตกลงไปเหลือราวๆ 100MB/s แต่การใช้งานในชีวิตประจำวันของเรานั้นส่วนใหญ่จะเป็นการเปิดขึ้นมา(Read)มากกว่าที่จะเน้นบันทึกลงไป และอย่างที่เห็นถึงแม้ว่าจะก๊อปจากข้อมูลฮาร์ดดิสก์ผ่าน USB 3.0 ก็ยังมีความเร็วสูงสุดอยู่แค่ราวๆ 77MB/s ทำให้มันแทบจะไม่มีปัญหากับการใช้งานทั่วๆไปเลย

แต่ถ้าเพื่อนๆคาดหวังกับประสิทธิภาพของมันทั้งด้านการอ่านและเขียนแบบเต็มเหนี่ยวแล้วหละก็ แนะนำว่าให้ดูรุ่นอื่นที่สูงกว่านี้จะดีกว่า เช่น OCZ Vector ที่ใช้ชิพ Indilinx จะได้ความเสถียรทั้งการอ่านและเขียนที่สูงกว่านี้มาก(ตามราคา) เอาเป็นว่าสำหรับใครที่ไม่ได้ใช้งานหนักหนาสาหัสมากมาย ผมก็เชื่อว่า Kingston SSDNow V300 เหมาะที่จะเข้ามาเป็น SSD ตัวแรกของใครหลายๆคนที่อยากจะหลุดจากคอขวดเดิมๆของเครื่องคอมพิวเตอร์ครับผม