หลังจากที่เราได้ทำการนำเสนอสุดยอด Cloud App อีกหนึ่งตัว อย่าง DropBox กันไปใน Part แรก Review : วิธีใช้งาน DropBox สุดยอด Cloud App ที่เกิดมาเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกัน Part 1 ในเมื่อมันเป็นถึงระบบ Cloud ที่รองรับเกือบจะครบทุก OS เราก็ต้องรีวิวให้มันครบ หรือใกล้เคียงที่สุด และที่ยังติดค้างเอาไว้ครับ ก็คือในส่วนของการใช้งานบน Mobile ก็คือจำพวก Smartphone และ Tablet ไม่รอช้าครับไปชมกันเลย

การใช้งาน DropBox บน mobile อย่าง Smartphone หรือ Tablet นั้น แน่นอนว่ามันไม่สามรถที่จะทำงานได้สะดวกเท่าบน Computer อย่างแน่นอน และมันก็คงจะ Backup ไม่ได้ทุกอย่างเสียด้วย ดังนั้นเราคงต้องไปดูขีดจำกัดของมันกันก่อนว่ามันทำอะไรได้บ้าง


บน iOS
• อัพโหลดได้เฉพาะรูปภาพ และวีดีโอเท่านั้น
• สามารถดาวน์โหลดไฟล์มาเก็บเป็น Favorites เพื่อเปิดดูแบบ offline ได้
• ไม่สามารถสร้างโฟลเดอร์ได้(สร้างโฟลเดอร์ยังไม่ได้เลย เหอๆ สงสัยต้องเปิด Browser เพื่อ login DropBox แล้วไปสร้างโฟลเดอร์ก่อน แล้วค่อยให้กลับมาใช้ App มั้ง = =")
• สามารถเปิดดูได้ทุกประเภทของไฟล์ เท่าที่เครื่อง iOS จะรองรับ
• แก้ไขไฟล์เอกสารไม่ได้(ต้องใช้คู่กับโปรแกรมเปิดเอกสารอื่น เพื่อบันทึกลงเครื่องแล้วแก้ไข และรอ Sync ลง Computer อีกที เพราะว่ามันอัพโหลดไฟล์เอกสารไม่ได้ เจริญพร = =")


บน Android
• อัพโหลดได้ทุกประเภทของไฟล์
• สร้างไฟล์รูปภาพ , ไฟล์วีดีโอ , ไฟล์เสียง , ไฟล์ตัวอักษร และโฟลเดอร์
• สามารถเปิดดูได้ทุกประเภทของไฟล์ เท่าที่เครื่อง Android จะรองรับ
• แก้ไขไฟล์เอกสารได้จากบน DropBox ผ่าน DB Text Editor ได้เลย

เรียกได้ว่า ถ้าเราใช้งาน DropBox บน Smartphone หรือ Tablet นั้นให้ใช้งานบน Android จะสะดวกกว่ามากเลยทีเดียว ซึ่งสามารถทำอะไรต่างๆได้ใกล้เคียงกับคอมพิวเตอร์มากๆ ต่างกับ iOS ที่กั๊กโน่นกั๊กนี่ ทำอะไรก็ไม่ค่อยจะได้ซักเท่าไร ส่วนนึงเป็นเพราะว่า iOS นั้นมี iCloud อยู่แล้ว ซึ่งคนที่ใช้อุปกรณ์ของ Apple ส่วนใหญ่ก็คงจะใช้ iCloud มากกว่า

แต่เนื่องด้วยความแปลก และแตกต่างของ DropBox บน iOS นั้น ทำให้เราจึงต้องทำการรีวิวให้เพื่อนๆได้ดู และเข้าใจว่า มันก็ดูจะโอเคกว่าค่ายอื่นๆนะ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตัว App ที่จะขึ้นไปวางบน App Store นั้นจะต้องผ่านการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน(ว่ากระทบกับ Apple รึเปล่า) มันจึงเหลือ feature อย่างที่เห็นนั่นแหละครับ

ทดสอบการใช้ DropBox บน iPad



เกือบจะ Capture ไม่ทัน(เครื่องมันแรง อิอิ) เมื่อเข้า DropBox App ก็จะมีหน้าจอสีฟ้านวลตาแบบนี้ ถ้าหากยังไม่เคย login มันก็จะให้ login ก่อนที่จะไปพบกับหน้าจอถัดไป



ถ้าหากเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอยู่ เจ้า DropBox มันก็จะทำการ Sync ข้อมูลต่างๆกับ DropBox ของเราให้ ซึ่งจะเห็นว่าเมนูด้านล่างฝั่งซ้ายนั้นมีแค่ DropBox , Favorites , Uploads และ Setting น้อยได้ใจ จากภาพจะเห็นว่ามันอ่าน Text ได้เลยผ่าน DropBox



หรือถ้าเป็นไฟล์พวก Document ที่เปิดกับ MS Word เราก็ต้องลง App เสริม ซึ่งเจ้า DropBox มันก็จะไปดึงมา เพื่อให้เปิดกับโปรแกรมนั้นได้



ไฟล์ Media ต่างๆที่ตัว QuickTime รองรับ มันก็จะสามารถเล่นแบบ Online ได้เลย



การแสดงผลรูปภาพนั้น สามารถแสดงผ่านตัว DropBox App ได้เลย แต่ว่ามันเป็นการเปิดแบบ Online นะครับ ถ้าเน็ตตัดก็ดูไม่ได้



ซึ่งถ้าเพื่อนๆอยากเก็บรูป หรือข้อมูลอะไรต่างๆบน DropBox ให้ทำการตั้งค่ามันให้เป็น Favorite ซะก่อน โดยการกดรูปดาวที่มุมบนขวามือ



เมื่อกดเรียบร้อยแล้ว ดาวจะเปลี่ยนเป็นสีเทาเข้ม และไฟล์ภาพที่เราตั้งเป็น Favorite เอาไว้ก็จะมาอยู่ในส่วนนี้ ทำให้เราสามารถเปิดไฟล์แบบ Offline ได้



การอัพโหลดไฟล์นั้น อย่างที่บอกคือมันอัพโหลดได้แค่ รูปภาพและวีดีโอครับ



เมื่อกดปุ่ม + มุมบนขวา มันจะไปดึง Photo Albums ในเครื่องของเราออกมา ซึ่งก็เก็บไฟล์ได้แค่รูปภาพและวีดีโอเท่านั้น(ถ้ามันแก้ให้เปิดกับ iFile ได้ก็เจ๋งไปเลย 55+)



เมื่อเลือกไฟล์ที่จะอัพโหลดได้แล้ว มันก็จะมีแถบสถานะการอัพโหลดให้ดู



ส่วนของ Setting นั้นก็เป็นการตั้งค่าต่างๆ และเราก็สามารถยกเลิกการ Sync DropBox กับเครื่องของเราได้โดยการกด Unlink สีแดงๆ

โดยรวมแล้วความสามารถของ DropBox App บน iOS นั้นก็ถือว่าใช้ได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ห่างชั้นกับบน Android อยู่พอสมควร แต่สรุปแล้วถ้าหากเพื่อนๆคนไหนที่ต้องการใช้งานแบบครอบคลุมเกือบทุก OS บนโลก รองรับหลาย Platform หลาย Device ผมเชื่อว่า DropBox นั้นเป็นเพียงคำตอบเดียวที่น่าสนใจที่สุดครับ